6 ขั้นตอนเพิ่มยอดขายของออนไลน์บน Facebook ทะลุ 400% ด้วย Sales Funnel

0
2935

บทความก่อนหน้านี้อธิบาย Sales Funnel และ Content Marketing คืออะไร และ สำคัญอย่างไรกันไปแล้ว ขอทวนสั้น ๆ ว่า Sales funnel คือ กระบวนการเปลี่ยนผัน ‘คนแปลกหน้า’ ไปเป็น ‘แฟนคลับ’ ถ้าคุณขายของให้คนแปลกหน้า เขาจะซื้อยากมาก แต่ถ้าคุณขายของให้แฟนคลับ เขาจะซื้อง่ายมาก

ส่วน Content marketing คือ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ใช้เปลี่ยนคนแปลกหน้าไปเป็นแฟนคลับ โดยการผลิตเนื้อหาที่มีประโยชน์และเป็นที่สนใจป้อนให้กลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อเกิดการรับรู้ สนใจ และเข้ามาติดตามจนกระทั่งเริ่มอยากสนับสนุนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากคุณ

คุณรู้หลักการแล้ว ต่อไปจะมาเรียนรู้ลำดับขั้นการทำงานแบบ Step-by-Step กับ 6 ขั้นตอนเพิ่มยอดขายของออนไลน์บน Facebook ทะลุ 400% ด้วย Sales Funnel

ก่อนอื่นตัวเลขของยอดขาย 400% มาจากไหน? มาจากประสบการณ์ของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลาย ๆ คนรวมถึงจาก CEOblog เองเคยประสบปัญหายิงโฆษณา Facebook ขายสินค้าโดยเลือก Ad Objective แบบ Send Message หรือ ‘ทักแชท’ พบว่าในจำนวน 100 คนที่ทักเข้ามา ปิดการขายได้เพียง 10 – 20 คน หรือ เท่ากับ Conversion rate 10 – 20% ซึ่งถือว่าน้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่เราต้องนั่งสนทนาด้วยทีละคน

แต่หลังจากมีการวาง Sales Funnel ถูกต้องตามลำดับ อัตรา Conversion rate ก็กระโดดขึ้นไปเป็น 50 – 70% ซึ่งการเติบโตจาก 10 Sales ไปเป็น 50 Sales คือ โต 400% และได้ตัวเลขนี้สม่ำเสมอแทบทุกเดือนมาตลอดทั้งปี นั่นจึงพอที่จะยืนยันได้ว่า Funnel ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างแน่นอนและเสถียรมาก

6 ขั้นตอนเพิ่มยอดขายของออนไลน์บน Facebook ทะลุ 400% ด้วย Sales Funnel

เริ่มกันที่ข้อ 1. โพสต์ Value Content ให้มากกว่าโพสต์ขายของ

ทุกแฟนเพจต้องมี Value content หรือ เนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย โดยคำว่า ‘ประโยชน์’ ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องมีสาระเสมอไป — ขึ้นอยู่กับ Theme แฟนเพจของคุณเป็นแบบไหน และกลุ่มเป้าหมายของคุณให้ ‘คุณค่า’ กับอะไร

ถ้าพวกเขาให้คุณค่ากับ ‘บันเทิง’ และ ‘เสียงหัวเราะ’ คุณก็ทำ Content ที่สนุกสนาน, ถ้าพวกเข้าให้คุณค่ากับ ‘เรื่องชาวบ้าน’ คุณก็ทำ Content สะท้อนเรืองราวสังคม และ เรื่องดราม่า

ยกตัวอย่างแฟนเพจ Getupteacher กลุ่มเป้าหมาย คือ ข้าราชการครู — ครูชอบเรื่องบันเทิง และดราม่า คอนเทนต์ของเพจจึงออกไปในแนว เสียดสีปัญหาในอาชีพครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูบ่นกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวันแต่พูดออกสื่อไม่ค่อยได้ พอมาเจอคอนเทนต์ที่พูดแทนความรู้สึกครู ปนเสียดสี และแฝงความตลกแบบหยิกเบา ๆ ครูจึงเกิดความถูกใจและเข้ามามีส่วนร่วมกับโพสต์เป็นจำนวนมาก

นี่คือคอนเทนต์หลักในเพจ Getupteacher รองลงมาคือคอนเทนต์ความรู้และการแจกเครื่องมือต่าง ๆ และคอนเทนต์ขายของจะมีเพียง 20% เท่านั้น

2. แปะลิงค์เก็บ Lead ในคอมเมนต์

วันนี้เทรนด์พฤติกรรมคนบนโซเชียลมีเดียเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ กล่าวคือ บางคนเห็นโพสต์ แต่ตรงเข้าไปอ่านในคอมเมนต์ก่อนอ่านโพสต์ เพราะคนเริ่มเรียนรู้ว่า บทสรุปหรือบทความวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของโพสต์ยาว ๆ นั้นมันไปอยู่ในคอมเมนต์ และที่สำคัญ คอมเมนต์ คือ ศูนย์รวมของ Community ที่แท้จริง

ต่อมา หลาย ๆ เพจก็เริ่มเรียนรู้พฤติกรรมนี้และหันไปใช้วิธีแปะลิงค์ออกจากเฟซบุ๊คในบริเวณคอมเมนต์ ลิงค์ออกเหล่านั้นได้แก่ ชวนคนไปแอดไลน์ ชวนคนไปกดติดตามในทวิตเตอร์ ชวนคนไปดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น หรือ ชวนคนให้คลิ๊กไปที่เว็บไซต์เป็นต้น

การแปะลิงค์ออกจากเฟซบุ๊คตรงบริเวณคอมเมนต์มีความลับที่หลายคนไม่รู้ถึง 2 ประการ ได้แก่ :

1. คนมีโอกาสเห็นลิงค์ก่อน

กรณีที่เพจคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเอง คอมเมนต์ของเพจจะถูกจัดไว้ลำดับบนสุดเสมอไม่ว่าโพสต์นั้นจะมีกี่ร้อยกี่พันคอมเมนต์ก็ตาม ในกรณีที่คนอ่านโพสต์ไม่จบและข้ามไปอ่านคอมเมนต์ก่อน สิ่งแรกที่เขาจะเห็น คือ คอมเมนต์ของเพจ และนั่นคือจุดที่ผู้อ่านจะยังทันได้เห็นการฝากลิงค์ต่าง ๆ ที่ทางเพจนำมาแปะดักไว้ในคอมเมนต์

2. เฟซบุ๊คไม่ชอบลิงค์ออก

สิ่งที่ทุกเว็บไซต์ต้องการเหมือน ๆ กัน คือ Time-on-site หรือ ระยะเวลาที่คนอยู่บนเว็บไซต์ของเขาให้นานที่สุด เฟซบุ๊ค ก็เช่นกัน — ดังนั้นเฟซบุ๊คจึงไม่ค่อยชอบเมื่อเพจแปะลิงค์ส่งคนออกไปที่อ่าน และการแปะลิงค์ออกภายในบริเวณโพสต์หลักย่อมมีผลต่ออัตราการ Reach ของโพสต์นั้น ๆ ไม่มากก็น้อย แต่ผลนี้พอจะบรรเทาลงได้ด้วยการย้ายไปแปะในคอมเมนต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคุณแปะตามไปภายหลัง หลังจากที่โพสต์นั้นมี Organic reach เริ่มกระจายไปสักระยะหนึ่งแล้วยิ่งดี

3. ใช้แชทบอทช่วยทำ List building

วันนี้เรามีเทคโนโลยีใหม่เรียกว่า Chatbot ที่เข้ามาทำงานร่วมกับ Facebook Messenger โดยคุณสามารถตั้งโปรแกรมให้มันสามารถโต้ตอบกับผู้มาติดต่อตาม คำสั่ง และ เงื่อนไข ที่คุณวางคำสั่งเอาไว้ ซึ่งทำงานได้หลากหลาย ละเอียด และมีประสิทธิภาพมาก ๆ

Chatbot เหล่านี้อาจจะยังปิดการขายได้ไม่ดีเท่ามนุษย์ แต่ Chatbot มีประโยชน์มากในการนำมาช่วยทำ Lead generation และ List building บน Facebook ให้ออกมาเป็นระบบอัตโนมัติ

ยกตัวอย่างเช่น ฟังชั่นหนึ่งเรียกว่า Facebook Ad JSON คุณสร้างแคมเปญหนึ่งชุดโดยใช้ฟังชั่นนี้ สมมุติเป็นแคมเปญดาวน์โหลด E-Book ฟรี จากนั้นเขียนโฟล์วซึ่งทั้งหมดเป็นระบบ Drag and Drop ไม่ต้องแตะโค้ดดิ้ง แล้วแปะลิงค์ดาวน์โหลด E-Book ลงไปในโฟล์ว

จากนั้นคุณไปสร้างโฆษณา Facebook แบบทักแชท แล้วแค่แทรกโค้ดแคมเปญ Facebook Ad JSON ดังกล่าวลงไปในคำสั่งโฆษณาชุดนั้น — จากปกติที่เวลาคนเข้ามาทักแชทแล้วคุณต้องเข้าไปตอบเอง เจ้า Chatbot นี้จะมาตอบแทนคุณ พร้อมขอข้อมูล และส่งลิงค์ E-Book ให้โดยอัตโนมัติ

อ่านบทความเรื่อง Chatbot เพิ่มเติม ที่นี่

4. ยิงโฆษณาเฟซบุ๊คเพื่อเก็บ Lead แทนการยิงขายของตรง ๆ

อย่างที่เคยเล่าให้ฟังในบทก่อน ๆ ว่า ยิงโฆษณาเฟซบุ๊คขายของตรง ๆ แพงกว่า ยิงโฆษณาเพื่อแจกของฟรี ดังนั้นอันดับแรก จงมุ่งยิงโฆษณาเพื่อเก็บ Lead เพื่อสร้างฐาน User database ในระบบไว้ก่อน

5. ขายของใน List

คนที่อยู่ใน List คือ คนที่รู้จักคุณแล้วในระดับหนึ่ง ที่เหลือคือการทำให้เขาเป็น Warm list หรือ Hot list และการขายของคนที่อยู่ใน List ย่อมมีโอกาสมีอัตรา Conversion rate ที่น่าพอใจอย่างต่อเนื่อง โดยอาจไม่ต้องเสียค่าโฆษณาอีกเลย

6. ยิงแอดแบบ Re-targeting

สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต่อต้านการยิงโฆษณาเพื่อขายของ การยิงโฆษณาเพื่อขายของตรง ๆ แต่จะแพงกว่า แต่หากคุณขายจำนวนมากได้และมีกำไรเหลือก็ถือว่าประสบความสำเร็จ และการยิงโฆษณาขายของให้ขายได้ คือ การยิงโฆษณาแบบ Re-targeting ไปหากลุ่มเป้าหมายที่คุณคุ้นเคยกับเพจและแบรนด์ของคุณแล้ว

การยิงโฆษณาแบบนี้เรียกว่า การยิงไปหา Custom audience โดย Facebook อนุญาตให้คุณสะสมฐาน Custom audience ของผู้มีส่วนร่วมบนแฟจเพจของคุณย้อนหลังถึง 365 วัน ดังนั้น หากคุณยิ่งทำแวลู่คอนเทนต์ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมกับคุณได้ ตรงเป้า และ จำนวนมากเท่าไร ฐาน Custom audience ที่จะใช้ Re-target ก็จะยิ่ง แม่นยำ มีฐานใหญ่ และมีคุณภาพสูงมากขึ้นเท่านั้น



LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.