Noah Kagan แห่งแอปพลิเคชั่น SumoMe วิธีคิดไอเดียธุรกิจเงินล้านใน 1 สัปดาห์

4
14743

Noah Kagan อดีตพนักงานคนที่ 30 ของ Facebook และถูก ไล่ออกจาก Facebook เมื่อปี 2008 การตกงานกะทันหันทำให้เขาผลักดันสู่ความลับในการสร้างธุรกิจออนไลน์เงินล้านในระยะเวลาอันสั้น ปัจจุบันเขามีธุรกิจออนไลน์ทั้งหมวด Information business  และ Software/ Application Business สร้างรายได้สะสมตลอดอายุประกอบกิจการรวมกันคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 100 ล้านบาท

Noah Kagan กล่าวว่า ด้วยพลังของโลกอินเตอร์เน็ต และเครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ สามารถช่วยในการสร้างธุรกิจเงินล้านได้อย่างง่ายดาย เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่ยุคของอินเตอร์เน็ตยังไม่รุ่งเรือง คุณสามารถใช้พลังของอินเตอร์เน็ตสร้างธุรกิจได้ภายในไม่กี่วัน แล้วสามารถขยายกลายเป็นธุรกิจเงินล้านได้ภายใน 1 ปี ไม่ต้องรอ 5 ปี 10 ปี เหมือนแต่ก่อนแล้ว

คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งเหตุผลว่าทำไมไม่ต้องรอเป็นเดือนหรือเป็นปีในการสร้างสินค้าหรือบริการขึ้นมา เพราะมันคือการสิ้นเปลืองเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ และมันเสี่ยงมาก ๆ หากคุณกำลังพยายามที่จะผลิตสินค้าโดยใช้เวลาเป็นปี ๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดออกมาขาย แต่กลับพบว่าไม่มีใครซื้อสินค้าคุณสักคน (นอกจากญาติพี่น้อง หรือเพื่อน ๆ ไม่กี่คนที่อาจช่วยซื้อสักครั้งเพราะความสงสาร)

4 ขั้นตอนในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจเงินล้าน สไตล์ Noah Kagan

ขั้นตอนที่ 1 : ค้นหาไอเดียที่มีมูลค่า

อันดับแรกให้คุณหาไอเดียสินค้าที่มีคนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมันอยู่แล้วในท้องตลาด อย่าพยามผลิตสินค้ารูปแบบใหม่ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีใครยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อมัน ให้คุณลองเริ่มต้นค้นหาไอเดียสินค้าที่ Amazon.com ยกตัวอย่างจาก ปลอก iPad ยี่ห้อ Dodo ในราคาชิ้นละ 60 เหรียญสหรัฐฯ ที่ผลิต ปลอก iPad/ iPhone ที่ขายบนเว็บไซต์ไปทั่วโลกรวมแล้วมูลค่ากว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือราว ๆ 175 ล้านบาท)

ให้ลองนึกถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันดูว่า ในแต่ละวันคุณมักจะทำอะไรซ้ำ ๆ หรือทำเป็นประจำอยู่ตลอด ยกตัวอย่าง Noah Kagan เล่าว่า เขามักจะใช้เวลาในการโกนหนวดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้นึกถึง กระจกบานเล็กในระดับสายตา ที่สามารถส่องเพื่อโกนหนวด ได้อย่างสะดวก มันช่วยให้ประหยัดเวลาในการโกนหนวดในแต่ละวันเป็นอย่างมาก และภายหลังเขาก็ขาดมันไม่ได้เลย

ลองคิดถึงสินค้าหรือบริการที่เราใช้แล้วมักพบปัญหาอยู่เป็นประจำ อาทิ ธุรกิจ Gambit ที่เป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับการรับชำระเงินเกมออนไลน์ มันเกิดขึ้นมาจากตอนที่ Noah Kagan ได้รับคำปฏิเสธจากพาร์ทเนอร์เกี่ยวกับระบบการชำระเงิน เขาจึงสร้างขึ้่นมาเองเสียเลย

ไอเดียต่อมา คือ การ ค้นหาสินค้าบน eBay ที่มีน้บล้าน ๆ ชิ้น โดยที่คุณสามารถดูได้อีกด้วยว่า สินค้าตัวใดขายดี และขายกันในราคาเท่าไหร่กันบ้าง

หรือ คุณสามารถสำรวจสินค้าบนเว็บไซต์ Kickstarter ที่แหล่งรวม โครงการระดมทุนออนไลน์ หรือ Crowd funding project เจ๋ง ๆ มากมาย และมีโครงการระดมทุนที่ประสบความสำเร็จในการได้รับเงินทุนสนับสนุนเป็นเงินหลายแสน ไปจนถึงหลายล้านบาทไปก่อตั้งกิจการตั้งแต่ยังไม่ผลิตสินค้า เหล่านีเเป็นการขายไอเดียล้วน ๆ ดังนั้น จึงสามารถพูดได้ว่า คุณสามารถเก็บเกี่ยวไอเดียธุรกิจจากที่นี่เพื่อไปปรับใช้ได้เพราะมีคนยอมจ่ายเงินอย่างแน่นอน

CEO’s Note: คุณสามารถหาไอเดียสินค้าที่มีคนซื้อขายกันอยู่แล้วเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์เหล่านี้

ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาเงินล้านจากกลุ่มลูกค้าที่มากพอ

หลังจากที่คุณได้ไอเดียแล้วว่าคุณจะบุกธุรกิจใด ทีนี้ก็มาถึงการวิเคราะห์กันต่อว่า…

“…แล้วธุรกิจที่ว่านั้น มีลูกค้ามากพอที่จะจ่ายเงิน 1 ล้าน ให้กับธุรกิจคุณได้หรือไม่?…”

เพราะหากเป็นตลาดที่เล็กจนเกินไป ต่อให้คุณพยายามมากแค่ไหน มันก็ยากที่จะถึง 1 ล้าน ส่วนเครื่องมือที่จะช่วยในการวิเคราะห์ก็คือ Google Trends และ Google Keyword Planner โดยจากตัวอย่าง Noah Kagan ได้เลือกตลาดของสุนัขสายพันธุ์ ชิวาวา (Chihuahua) ดังนั้นนี่คือขั้นตอนการตรวจสอบตลาดนี้

1. นำ Keyword ไปค้นหาบน Google Trends ด้วยคำว่า “Chihuahua” และคำค้นหาที่ใกล้เคียงกันเพื่อเปรียบเทียบกัน

จากรูปจะเห็นได้ว่า คำว่า dog(สีเหลือง) นั้นยังคงได้รับความนิยมหลายต่อหลายปี แถมในปีหลัง ๆ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นด้วย และเช่นเดียวกันกับคำว่า chihuahua(สีฟ้า) ได้รับความนิยมมากกว่า poodle(สีแดง) แถมในช่วงปีล่าสุด ยังมีการค้นหาที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย

2. นำ Keyword ไปค้นหาบน Google Keyword Planner ด้วยคำว่า ‘Chihuahua’

จากรูปจะพบว่า มีคนค้นหาคำว่า “chihuahua” บน Google เฉลี่ย 450,000 ครั้งต่อเดือน

3. ค้นหาจำนวนผู้สนใจจาก Keyword บน Facebook Ads เพื่อดูปริมาณคนที่สนใจ

จากรูปคุณจะเห็นได้ว่า มีผู้คนบน Facebook สนใจคำว่า “dog” กว่า 59 ล้านคน และคำว่า Chihuahua คนสนใจกว่า 1.6 ล้านคน

เท่านี้ในเบื้องต้นคุณก็สามารถประเมินตัวเลขคร่าว ๆ ได้แล้วว่า ขนาดของตลาดที่คุณกำลังจะลุยนั้น มีลูกค้ารองรับมากพอ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นจากตัวอย่างจริง เช่น

  • Paypal ระบบการชำระเงินออนไลน์ดูฐานข้อมูลจาก eBay ซึ่งปัจจุบัน eBay ได้ซื้อระบบ Paypal ไปเรียบร้อยแล้ว
  • AirBnb ใช้ฐานข้อมูลจาก Craigslist จนกระทั่งใช้วิธีการส่งผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จาก Craigslist เพื่อมาจองที่พักบนเว็บไซต์ AirBnb ได้อย่างมหาศาล
  • AppSumo ที่เป็นธุรกิจเงินล้านของ Noah Kagan ก็ใช้ฐานข้อมูลจาก LinkedIn ที่มีผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านบัญชี

ขั้นตอนที่ 3 ประเมิน Customer Value

หลังจากที่คุณได้ไอเดียธุรกิจกับจำนวนผู้คนที่สนใจในธุรกิจของคุณแล้ว ทีนี้ เราลองมาคำนวณกันดูว่า กลุ่มลูกค้าของคุณมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากน้อยแค่ไหน และมันเพียงพอจะทำให้ธุรกิจของคุณทำเงินถึง 1 ล้านหรือไม่ โดยผมขอใช้ตลาด Chihuahua มาวิเคราะห์ได้ดังนี้

  1. สุนัขพันธุ์ Chihuahua ในท้องตลาดมีราคาอยู่ที่ประมาณ 650 เหรียญสหรัฐฯ
  2. ค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขต่อปีจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-3,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยผมคิดคร่าว ๆ ก็แล้วกันว่า 1,000 ต่อ 1 ราย ต่อ 1 ปี
  3. อายุเฉลี่ยของสุนัขพันธุ์นี้ประมาณ 15 ปี

ดังนั้น หากคิดค่าใช้จ่ายสำหรับคนที่เป็นเจ้าของสุนัขพันธุ์ Chihuahua 1 ตัว แล้วล่ะก็ จะอยู่ที่ [650+(1,000×15)] = 15,650 เหรียญสหรัฐฯ (หรือราว ๆ 5 แสนกว่าบาท เชรดดด)

ทีนี้เราลองมาประเมินมูลค่าธุรกิจของเรากัน สมมติว่าธุรกิจที่ผมจะทำคือการขายคู่มือการเลี้ยงสุนัขพันธุ์ Chihuahua โดยตั้งราคาไว้ที่ 50 ดอลล่าร์ และจากข้อมูลผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ Chihuahua อยู่ที่ 1.6 ล้าน ผมคิดเอาตัวเลขที่น้อยมาก ๆ หากในจำนวนนั้นมีคนที่เป็นลูกค้าผมเพียง 5% หรือประมาณ 80,000 คน ดังนั้น ธุรกิจนี้ผมจะสร้างเม็ดเงินได้ประมาณ 80,000×50 = 4,000,000 ดอลล่าร์

‘เพียงการคำนวณคร่าว ๆ เท่านี้ เราก็จะมีธุรกิจมูลค่า 1 ล้านกันแล้ว’

คุณจะเห็นได้ว่า คุณไม่จำเป็นต้องการลูกค้าเยอะขนาดนั้น เพราะขอแค่เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ก็สามารถสร้างธุรกิจเงินล้านได้แล้ว แต่ช้าก่อน นี่มันพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น เพราะ

  1. ตัวเลขข้างต้นผมคำนวณจากตัวเลขผู้ใช้งานบน Facebook อย่างเดียวเท่านั้น ยังไม่รวมจากแหล่งอื่น ๆ เลย
  2. จากการคำนวณข้างต้น นี่เป็นเพียงแค่สุนัขสายพันธุ์เดียวเท่านั้น หากคุณประสบความสำเร็จกับสายพันธุ์ Chihuahua แล้ว คุณก็สามารถขยายธุรกิจไปสุนัขสายพันธุ์อื่นและทำซ้ำได้
  3. นี่คือเงินจากผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น เพราะคุณยังสามารถทำเงินจากลูกค้าคนเดิมด้วยผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้อีกเยอะแยะมากมาย

มาถึงขั้นตอนนี้ เราก็ได้ธุรกิจเงินล้านมาอยู่ในมือกันเรียบร้อยแล้ว และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย

ขั้นตอนที่ 4 พิสูจน์ไอเดียธุรกิจของคุณให้เป็นจริงขึ้นมา

ก่อนที่ Noah Kagan จะเริ่มทำ Appsumo เขาได้ทดสอบการขายผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกันเสียก่อน โดยเริ่มต้นจากติดต่อเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยเขาได้ติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ Imgor.com ซึ่ง ณ ขณะนั้น เขามีสินค้าเป็นการสมัครสมาชิกพรีเมี่ยมแบบรายปี ซึ่งมีค่าบริการอยู่ที่ปีละ 25 ดอลล่าร์ เขาจึงส่งอีเมล์ไปถึงเจ้าของเว็บไซต์เอาดื้อ ๆ เลยว่า เขาต้องการขายสมาชิกให้กับ Imgor.com ซึ่งมีค่าคอมมิชชั่นอยู่ที่หัวละ 3 ดอลล่าร์

Noah Kagan ตั้งเป้าเอาไว้ในใจว่า เขาต้องการที่จะขายให้ได้อย่างน้อย 100 คน เขาก็จะได้ส่วนแบ่งเป็นจำนวน 300 ดอลล่าร์ ซึ่งเขาจะใช้เวลาในการตั้งค่าแคมเปญโฆษณาต่าง ๆ รวมไปถึงค่าแรงที่เขาควรได้รับด้วยการใช้เวลาในส่วนนี้ประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนั้น มันต้องได้ค่าตอบแทนกลับคืนมาอย่างน้อย 300 ดอลล่าร์ขึ้นไป

และผลปรากฏว่า หลังจากจบแคมเปญตัวนี้ Noah Kagan ก็สามารถขายสมาชิกให้กับ Imgor ได้ถึง 200 คน นั่นก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่า ผมควรสร้าง Appsumo เดี๋ยวนี้เลย!

สาเหตุที่ผมแชร์เรื่องนี้ก็เพราะ ต้องการให้คุณเห็นว่า คุณไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลาสร้างสินค้าเอง สร้างแบรนด์เอง ในการทดสอบธุรกิจ เพราะประเด็นหลักของการทดสอบนี้ก็คือ ไอเดียคุณมันขายได้จริง ๆ หรือไม่ต่างหาก ถ้าได้ตามเป้าก็ลุยต่อ แต่ถ้าไม่ก็เริ่มต้นใหม่ แค่นั้นเอง เพราะมันดีกว่าคุณพาตัวเองถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น รู้ตัวอีกทีก็ใกล้เจ๊งซะแล้ว ดังนั้น Key สำคัญก็คือ ‘ประหยัดเงินและประหยัดเวลา’

Sources: Tim Ferriss’s Blog on How-to Create a Million Dollar Business