แนวทางการทำ Web E-Commerce จาก Retail Rebellion

3
960

laptop alternative lifestyleบทความนี้ผมขอบอกก่อนว่าจะประชาสัมพันธ์ Kindle E-Book ภาษอังกฤษเรื่อง Retail Rebellion (affiliate link) ของสองสามีภรรยาผู้หลงรักประเทศไทย Nathan และ Tessa Hartnett เจ้าของเว็บ E-Commerce www.vurgejewellery.com แต่หากไม่ใช่เพราะเนื้อหาของเขาดีจริงๆผมก็คงไม่เขียนบทความนี้ให้เสียเวลา

ถึงแม้ผมจะไม่ได้ทำ Web E-Commerce แต่ก็ทำงานอยู่ในสายค้าๆขายๆ นำเข้าค้าปลีกอะไรแนวๆนั้น บวกกับสนใจ Online business อยู่แล้ว ชื่อหนังสือ Retail Rebellion หรือ นักปฏิวัติค้าปลีก มันเลยเป็นคีย์เวิร์ดที่ตรงใจ ผมรู้จักเรื่องราวของ Nathan และ Tessa Hartnett ครั้งแรกในปี 2012 ผ่านบทความสัมภาษณ์สองสามีภรรยาจากเว็บไซต์ NichePursuits.com ของเจ้าพ่อ Niche site ที่ผมเล่าให้ฟังผ่าน Facebook Page บ่อยๆ Mr. Spencer Haw นั่นเอง

คนทำ Web E-Commerce เกี่ยวอะไรกับ Niche site?

สองสามีภรรยา Nathan และ Tessa Hartnett เป็นนักธุรกิจ E-Commerce ที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับ Keyword research มาก ไม่บ่อยที่เราจะเห็นคนขายของพูดถึงเรื่องวิจัยคีย์เวิร์ดอย่างคล่องปากเพราะนักธุรกิจส่วนใหญ่มองว่าสาขา SEO เป็นเรื่องซับซ้อนเสียเวลาเกินกว่าจะลงมาสนใจ พวกเขาเน้นที่การหาผลิตภัณฑ์อะไรที่ราคาถูกและน่าจะขายดีๆมาขายมากกว่า ส่วนการทำเว็บไซต์และ SEO เป็นหน้าที่ของ Outsourcing

แต่ Nathan มองว่า Keyword research เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะขายอะไร คำค้นแบบไหนที่คนค้นหาเยอะหมายถึงสินค้านั้นๆมีตลาดรองรับและคำค้นใดเป็น Low competition สินค้านั้นยังมีพื้นที่ให้เข้าไปจับจองง่ายกว่า High competition และข้อมูลพวกนี้จะปูทางไปสู่การสรรหาสินค้า การสร้างเนื้อหาเว็บไซต์ และการเจาะกลุ่มตลาดควานหาพื้นที่เป้าหมายที่จะเข้าไปโปรโมทสินค้า ฯลฯ

Nathan มีแนวคิดปฏิวัติ แตกต่างจากพ่อค้าคนอื่นๆ คือจะไม่ยอมกระโจนลงไปในสินค้าที่ตลาดมีการแข่งขันสูง เขาไม่ต้องการปริมาณ แต่เข้าต้องการคุณค่า กล่าวคือ ตลาดที่สินค้านั้นๆสามารถตั้งราคาขายได้สูงและมีส่วนต่างของกำไรสูง แม้จะขายได้ในจำนวนที่น้อยกว่า แต่ส่วนต่างของกำไรกลับมากกว่า นั่นแหละคือการคัดสรรตลาดอย่างชาญฉลาดของนักธุรกิจ

จุดเริ่มต้นของ Nathan สู่อาณาจักร Web E-Commerce

Nathan เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศให้องค์กรระดับชาติมีรายได้จากงานประจำกว่า 100,000 เหรียญต่อปี ส่วน Tessa เป็นครู รายได้สองคนรวมกันพออยู่พอกินและยังมีหน้ามีตาในสังคม แต่พวกเขาทำงานสัปดาห์ละกว่า 40 ชั่วโมง ต้องแยกกันอยู่ ไปเที่ยวพักร้อนร่วมกันปีละ 2-3 สัปดาห์ พวกเขาคิดว่านี่มันยังไม่ใช่ที่สุดของคำว่า “การใช้ชีวิต”

Nathan เริ่มศึกษาการทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตเพื่อจะสร้าง Passive income ลองสารพัดตั้งแต่ AdSense, affiliate marketing, information product แต่มันก็ไม่ทำเงินให้เขามากพอที่จะลาขาดจากงานประจำได้จนกระทั่งมาลองจับ E-Commerce โดยเริ่มต้นจาก eBay เขาเลือกที่จะจับตลาดสินค้าชิ้นเล็กเช่นเครื่องประดับเพื่อง่ายและประหยัดในการจัดส่งซึ่งมันได้ผลและเขาก็ย้ายจาก eBay มาสร้าง Stand-alone web e-commerce ของตนเอง

การลองผิดลองถูกในการทำ Web E-Commerce

Nathan ไม่ได้มีใครมาช่วยสอนงานให้ เขามีความผิดพลาดเป็นครู ลองผิดลองถูกเสียเงินเสียทองไปมากมายตั้งแต่การสร้างเว็บซึ่งลองทั้งใช้วิธีOutsource web developer และมาจบที่ WordPress Hosting + eCommerce theme ซึ่งประหยัดและรวดเร็วกว่า นอกจากนั้นเขายังเสียเงินเสียทองไปกับการจ้างคนทำ SEO ซึ่งมีทั้งได้ผลและไม่ได้ ไม่ได้ผลแล้วเว็บยังโดน De-Index ไปเลยก็มี ทั้งหมดนี้กลายเป็นประสบการณ์ราคาแพงที่เขานำมาถ่ายทอดเป็นแนวทางลงใน Kindle E-Book เรื่อง Retail Rebellion

เท่าที่ผมอ่าน E-Book Retail Rebellion ผมสัมผัสได้ถึงประสบการณ์อันโชกโชนในการทำ SEO ของพวกเขา เรียกว่า Algorithm อะไรๆที่ออกมากวาดล้างเว็บไซต์ พวกเขาโดนมาหมดแล้ว และในที่สุดก็ต้องกลับมาที่ประโยคที่เราคุ้นเคยกันดี คือ ทำเว็บคุณภาพเถอะ

Web E-Commerce ของ Nathan และ Tessa ส่วนมากเป็น Niche site คือพุ่งเป้าไปที่สินค้าใน Category เดียวเช่นเครื่องประดับก็เครื่องประดับไปเลย แล้วให้มีเพียง แหวน, ต่างหู, สร้อย, กำไล สี่กลุ่ม แล้วแยกเป็นสี่วัสดุ เหล็กกล้า, ทังสเตน, เซรามิก และ เหล็ก เป็นต้น ไม่เอาเสื้อผ้า กระเป๋ามาปน พวกกระเป๋าก็แยกไปอีก Niche site พวกอะไหล่บ้านก็แยกไปอีก Niche site แต่ละเว็บจะมี Unique contents ของตนเอง ส่วนการสร้าง Traffic ก็จะนำบทความไปโพสต์ลง Social network และ web 2.0 เช่น Squidoo, Blogger, WordPress, Live Journal, Tumblr ฯลฯ อีกส่วนคือการไปทำ Guest posts และ Blog comments ให้เว็บอื่น โดยบทความที่ไปกระจายตามที่ต่างๆเขาเน้นว่า Unique ไม่ใช้ของเก่าเอาไป Spin โดยบทความมากมายเหล่านี้อาศัยจ้างนักเขียนอิสระ

การสรรหาสินค้า การสต็อก และการจัดส่ง

ผมพาเล่าแต่เรื่อง SEO และการสร้าง Web E-Commerce จนแทบลืมเรื่องอันเป็นหัวใจของธุรกิจ E-Commerce นั่นคือการสรรหาสินค้า การสต็อกสินค้า และการจัดส่งสินค้าไป ซึ่งสามเรื่องนี้ก็มีกล่าวไว้เป็นแนวทางอย่างดี

การสรรหาสินค้ายังคงพุ่งเป้าไปที่เว็บค้าส่งอย่างAlibaba โดย Nathan ได้แนะนำเทคนิคการต่อรองเล็กๆน้อยๆ โดยเฉพาะเรื่อง สินค้าตัวอย่าง ซึ่งผู้ค้าส่งโดยมากต้องการให้ซื้อขั้นต่ำไปเลย แต่ในภาคปฏิบัติเขาบอกว่าสามารถต่อรองได้ อาจเป็นซื้อโดยไม่มีขึ้นต่ำ ฯลฯ หรือการสั่งซื้อของจาก eBay มาทำเป็นสินค้าตัวอย่าง ฯลฯ ส่วนเรื่องซับซ้อนอย่างการบริหารสต็อกและการจัดส่งที่ท้าทายสุดๆของการทำ E-Commerce ก็ถูกนำมาสอนไว้ใน Retail Rebellion เช่นกัน

Buy Now Kindle E-book Retail Rebellionสรุป Kindle E-Book เรื่อง Retail Rebellion

หลังสืออีบุ๊กเล่มนี้ไม่ได้สอนวิธีสมัคร eBay ไม่ได้สอนวิธีสมัคร Paypal เหมือนหนังสือแนวสอน E-Commerce ที่ผมเคยเจอมา แต่เป็นการสอนบริหารธุรกิจ เสน่ห์อยู่ที่คนเขียนไม่ได้เป็นนักวิชาการ MBA ไม่ได้เป็น CEO แต่เป็นคนธรรมดา เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่อยู่นอกสายบริหารบริหารธุรกิจและเรียนรู้หลักการทำธุรกิจ E-Commerce แบบมวยวัด คือลองผิดลองถูก รู้จริง เจ็บจริงจนประสบผลสำเร็จ ภาษาที่เขียนจึงเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้เร็ว ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายจริงๆคงเป็นส่วนของการ สรรหา (Product sourcing) การบริหารสต็อก (Inventory) และการจัดส่ง (Shipping) แต่กว่าครึ่งหนึ่งของอีบุ๊กจะหนักไปทาง Website และ Content Management ทำให้ผมรู้สึกว่าคนที่รักการทำเว็บและบล็อกเกอร์น่าจะถูกใจอีบุ๊กเล่มนี้ สิ่งที่ผมรู้สึกได้ก็คือ แนวทางในอีบุ๊กเล่มนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ Niche site ทำ Affiliate อย่าง Amazon, BestBuy ฯลฯ ได้เช่นกันครับ

3 COMMENTS

  1. oh.. ต้องไปหามาอ่านบ้างแล้วครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  2. หากมีข้อสงสัยหรืออยากรู้เกี่ยวกับเรื่อง E-Commerce
    ลองเข้ามาดูที่เว็บไซต์นี้ค่ะ
    สามารถศึกษาเพื่อต่อยอดในการทำธุรกิจ E-Commerce ได้ค่ะ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.